คุณกำลังอ่าน ...
วรรณกรรมและคุณค่าความเป็นมนุษย์ในยุคทุนนิยม 

วรรณกรรมและคุณค่าความเป็นมนุษย์ในยุคทุนนิยม

กระแสของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคที่ได้ชื่อว่าโลกาภิวัตน์นั้น  ทำให้ทุก ๆ สรรพสิ่งที่มนุษย์สรรค์สร้างถูกพัฒนาไปอย่างไร้ขีดจำกัด  ควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิตจนกลายเป็นสังคมที่มีอารยะแห่งความศิวิไลซ์  มนุษย์ได้ใช้ภูมิปัญญาที่สั่งสมและสืบทอดกันมาเป็นองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์ความเจริญทางวัตถุและความเจริญทางจิตใจขึ้น  เพื่อให้เป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนต่อการดำรงชีวิต  จนถือได้ว่าเป็นอารยธรรมที่สามารถชี้วัดความเจริญก้าวหน้าของสังคมมนุษย์สะท้อนให้เห็นถึงสติปัญญาและความสามารถของมนุษย์ในการพัฒนาตนเองให้เจริญก้าวหน้า   ทำให้มนุษย์ข้ามพ้นความเป็นเดรัจฉานและยกย่องตนในฐานะสัตว์ประเสริฐ  แต่ความเจริญทางจิตใจถูกแทนที่ด้วยความเจริญทางวัตถุแห่งสมัยนิยมจนทำให้กิเลสและตัณหาอยู่เหนือจิตวิญญาณ   ศีลธรรมจึงค่อย ๆ เลือนหายไปจากจิตใจของมนุษย์  ดุจพญามัจจุราชที่ฉุดดึงจิตใจของมนุษย์ให้ถลำลึกลงสู่ความมืดมิดแห่งอวิชชาไร้ซึ่งแสงสว่างแห่งปัญญาคอยนำทาง

กระแสทุนนิยมได้เติบโตและขยายตัวไปทั่วโลก  จนกลายมาเป็นโครงสร้างขั้นพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจโลกในทุกวันนี้ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการที่ไม่สิ้นสุดของมนุษย์  แต่สิ่งที่ตกต่ำซึ่งสวนทางกับกระแสทุนนิยมคือ ศีลธรรมอันดีงามในจิตใจมนุษย์  เงินตราและวัตถุกลายเป็นเครื่องวัดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แทนศีลธรรมในฐานะที่เป็นสิ่งบันดาลความสุขรวมทั้งเป็นตัวกำหนดสถานภาพและฐานะทางสังคมของมนุษย์  ความเห็นแก่ตัวเติบโตขึ้นบดบังคุณค่าของการเอื้ออาทรต่อกัน  คุณค่าของคุณธรรม  จริยธรรม และศีลธรรมซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกสังคมพึงมีถูกมองข้าม  และอารยธรรม คือการร่วมมือร่วมใจกันสรรค์สร้างชีวิตให้ดีขึ้น  หากถือเอาความเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้งแล้วแบบนี้จึงไม่ถือว่าเป็นมนุษย์และไม่เป็นอารยะ  สิ่งที่จะขัดเกลาและยกระดับจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึ้นและก้าวสู่ความเป็นอารยชนอย่างแท้จริง   คือ วรรณกรรมที่สะท้อนคุณค่าทางด้านวรรณศิลป์  วรรณกรรมจึงสามารถสื่อถึงอำนาจของภูมิปัญญาที่มีคุณค่าในตัวเองโดยถ่ายทอดความรู้สึกหรือทัศนะของผู้เขียนผ่านตัวอักษรอย่างมีศิลปะ  จึงกล่าวได้ว่าวรรณกรรมเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตมนุษย์และสามารถใช้เป็นดัชนีชี้วัดความเจริญแห่งยุคสมัยทางวัฒนธรรมของประเทศชาติได้  วรรณกรรมเป็นผลงานการสร้างสรรค์ทางความคิดของมนุษย์ที่สะท้อนออกมาในยุคใดยุคหนึ่ง  ความคิดของมนุษย์ถูกกำหนดโดยสภาพทางวัตถุซึ่งกลายมาเป็นระบบสังคมของมนุษย์  ชาติใดที่ได้ชื่อว่ามีความเจริญย่อมมีวรรณกรรมที่แสดงอัตลักษณ์ของชาตินั้น ๆ มากน้อยแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับศีลธรรมที่งอกงามอยู่ในจิตใจของชนชาตินั้น ๆ วรรณกรรมจึงสามารถที่จะสื่อถึงความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติ จินตนาการ สะท้อนเรื่องราวและแสดงออกซึ่งศิลปะทางภาษาที่ประณีตงดงาม  วรรณกรรมมีส่วนช่วยในการจรรโลงจิตใจของผู้ที่ได้สัมผัสทำให้เป็นการเปิดโลกทัศน์ มองเห็นภาพรวมทางสังคม วัฒนธรรม ขนมธรรมเนียมประเพณี การเมืองการปกครอง และเศรษฐกิจของยุคสมัยที่ผู้ประพันธ์สะท้อนผ่านมุมมองของตนออกมา

ศิลปะทางภาษาที่ถูกถ่ายทอดผ่านงานวรรณกรรมมีบทบาทสำคัญในการชำระล้างจิตใจมนุษย์ให้บริสุทธิ์ผ่องใสเมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เสื่อมถอยทางศีลธรรม  และมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อความรู้สึกนึกคิดของผู้อ่าน  ทำให้ผู้อ่านกลายเป็นส่วนหนึ่งของการรับรู้เรื่องราวร่วมกับตัวละคร  สามารถที่จะเห็นความคิดและการแสดงออกของตัวละคร  สร้างความเห็นที่สอดคล้องและแตกต่างให้กับผู้อ่านเสมือนเป็นกระจกเงาสะท้อนความคิดและประสบการณ์   โน้มน้าวความคิด  กระตุ้นความรู้สึกและสร้างจิตสำนึกทางสังคมให้แก่ผู้อ่านได้ด้วยการใช้พลังทางวรรณศิลป์ที่ประสานกับพลังแห่งปัญญา  วรรณกรรมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในการขัดเกลาอัธยาศัยของมนุษย์โดยการใช้สุนทรียศาสตร์ทางอารมณ์  คุณค่าทางปัญญาจึงเกิดขึ้นเมื่อผู้อ่านเข้าถึงเรื่องราวเหล่านั้น  มีการสอดแทรกสัจธรรมของชีวิตทำให้สามารถยกระดับจิตใจและนำข้อคิดที่ได้มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต  ทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ  สร้างจินตนาการที่เป็นจุดกำเนิดของความคิดที่สร้างสรรค์และสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเองซึ่งจะเป็นพลังที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนการพัฒนาสังคม  ยุคสมัยแห่งทุนนิยมนี้ทำให้คุณค่าของมนุษย์ถูกครอบงำด้วยวัตถุนิยม  ส่งผลให้คุณค่าดั่งเดิมที่มีอยู่ในสังคมได้ถูกกระแสที่เชี่ยวกรากของความเจริญสมัยใหม่ลบเลือนไป  ความเห็นแก่ตัวและการแสวงหาผลประโยชน์เพิ่มขึ้นในขณะที่การแสวงหาคุณค่าของชีวิตกลายเป็นสิ่งไกลตัวที่มนุษย์หลงลืม  ศีลธรรมอันดีงามที่สร้างวิถีของการดำรงอยู่กลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยและนำมนุษย์สู่ยุคแห่งความเสื่อมถอย  การสร้างศักยภาพทางปัญญาจะช่วยให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรู้เท่าทัน  หนทางที่จะทำให้มนุษย์ตระหนักถึงคุณค่าของตัวเองและผู้อื่นคือ การเรียนรู้จากการอ่านวรรณกรรม  เพื่อเสริมสร้างสติปัญญา  คุณธรรมและจริยธรรมให้งอกงามขึ้นในจิตใจ

“ วรรณกรรมมีราคา  หลากคุณค่าในยุคทุนนิยม ”  คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของวรรณกรรมในการที่จะใช้เป็นเครื่องมือตัดวงจรความเขลาด้วยการใช้เชาว์ปัญญา  แต่วรรณกรรมในระบบทุนนิยมจะถูกสร้างสรรค์ออกมาเพียงเพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านมูลค่ามากกว่าคุณค่าในการรับใช้สังคมหรือเหยียบย้ำสังคมให้ตกต่ำ  เป็นสื่อที่มุ่งเน้นการสร้างความบันเทิงเริงใจหรือบ่มเพาะต้นกล้าแห่งปัญญา  และจะเป็นที่จับตามองในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสสังคมที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว  ในการทำหน้าที่แก้ไขปัญหาทางสังคม ปรับเปลี่ยนและกำหนดพฤติกรรมของคนในสังคมด้วยการเป็นแสงสว่างทางปัญญาในการชี้นำสังคมหรือไม่  การสร้างรากฐานของความเจริญทางสังคมด้วยการใช้วรรณกรรมเป็นเข็มทิศในการสร้างค่านิยมที่ถูกต้องดีงามให้เกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย์  และแผ่ขยายออกไปสู่สังคมรอบข้างจะทำให้วรรณกรรมกลายเป็นแบบแผนของการดำเนินชีวิต  กระแสบริโภคนิยมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้มนุษย์คิดค้นวิทยาการใหม่ ๆ ในการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น  วรรณกรรมได้ถูกเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างรวดเร็ว  คุณค่าของวรรณกรรมได้ถูกบิดเบือนภายใต้กระแสสังคมที่เปลี่ยนไปโดยเน้นการสร้างมูลค่า  ด้วยการผลิตวรรณกรรมเพื่อความบันเทิงและรองรับการขยายตัวของผู้อ่าน  กำไรขาดทุนถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นสิ่งจำเป็นต่อการอยู่รอดทางธุรกิจ  วรรณกรรมจึงกลายเป็นสินค้าที่สามารถแลกเปลี่ยนคุณค่าได้ด้วยราคา  ทำให้เกิดช่องว่างในการเข้าถึงสื่อวรรณกรรมของมนุษย์โดยมีสถานะทางสังคมที่แตกต่างกันเป็นอุปสรรค  หากจะทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมในยุคทุนนิยมหมดสิ้นไปนั้น  จะต้องสร้างค่านิยมที่ถูกต้องดีงามและปลูกจิตสำนึกให้กับเยาวชนในการพัฒนาตนเองด้วยการศึกษา  สนับสนุนกิจกรรมของสถาบันครอบครัวในการเป็นรากฐานที่สำคัญของการสร้างเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ  โดยการให้วรรณกรรมเป็นพื้นฐานของการพัฒนาและสร้างภูมิคุ้มกันในชีวิต  ส่งเสริมพัฒนาการด้วยการบ่มเพาะศีลธรรมให้เกิดขึ้นในจิตใจควบคู่ไปกับการเสริมสร้างสติปัญญา  ซึ่งจะทำให้เยาวชนเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมและประเทศชาติ

คุณค่าและความสำคัญของงานวรรณกรรมในยุคที่ความเจริญทางด้านวัตถุรุกหน้าไปอย่างรวดเร็ว  ทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างเสรีและหลากหลายรูปแบบ  โดยมีภาษาเป็นส่วนสำคัญในการสื่อสารความหมายให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน  การสื่อสารด้วยการใช้ภาษาเป็นลักษณะเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละสังคม  กลายเป็นวัฒนธรรมที่มีการสั่งสมและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น  ภาษาจึงเป็นหัวใจของวัฒนธรรมเช่นเดียวกับภาษาไทยที่ธำรงไว้ซึ่งความเป็นไทย  ลักษณะของภาษาไทยที่ปรากฏในงานวรรณกรรมยุคทุนนิยมได้ลดทอนคุณค่าและความงามทางภาษารวมทั้งสร้างความรู้สึกร่วมในการส่งผ่านภาษา  โดยมีสาเหตุมาจากกระแสสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปบวกกับเหตุผลทางธุรกิจในการตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค  ภาษาย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยจึงเกิดการพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ  เพื่อให้มีความเหมาะสมในการใช้สื่อความหมายในแต่ละช่วงเวลา  ภาษาในงานวรรณกรรมยุคทุนนิยมนี้ส่วนใหญ่เป็นการใช้ภาษาตามความนิยมของสังคมจนไม่คำนึงถึงความถูกต้องของหลักภาษา  มีการบัญญัติคำขึ้นมาตามบริบทของสิ่งแวดล้อมที่ใช้ในการสื่อความหมายและส่งผ่านคำที่บัญญัติขึ้นนั้นผ่านวรรณกรรม  จนหลงลืมคุณค่าที่แท้จริงของภาษาไป  ดังความตอนหนึ่งของพระราชดำรัส  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้เสด็จฯ ไปเป็นประธานและทรงร่วมอภิปรายกับผู้ทรงคุณวุฒิ ในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๕ ความว่า  

“…เรามีความโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาลจึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้  ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษาก็มีหลายประการอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียงคือ ให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่า วิธีใช้คำมาประกอบประโยคนับเป็นปัญหาที่สำคัญ  ปัญหาที่สามคือ ความร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้   สำหรับคำใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจำเป็นในทางวิชาการไม่น้อย แต่บางคำที่ง่าย ๆ ก็ควรจะมี ควรจะใช้คำเก่า ๆ ที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ควรจะมาตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก…”  นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่พระองค์สนพระราชหฤทัยห่วงใยในภาษาไทย  เราทุกคนในฐานะที่เป็นพสกนิกรชาวไทยใต้ร่มพระบารมีควรถือเอาเป็นแบบอย่างในการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง  การถ่ายทอดเรื่องราวของผู้ประพันธ์ผ่านงานวรรณกรรมจึงควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการใช้ภาษา  เมื่อศีลธรรมในจิตใจของมนุษย์หมดสิ้นไป  ความเป็นมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์อันประเสริฐจึงมีความบกพร่อง  สถานะของมนุษย์จึงไม่ต่างไปจากสัตว์ที่ดำรงชีวิตอยู่โดยการบงการของสัญชาตญาณ  มนุษย์ที่ขาดซึ่งจิตวิญญาณและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์จะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ไม่ได้  วรรณกรรมจึงถูกใช้ในการขัดเกลาและหลอมรวมจิตวิญญาณของมนุษย์ให้ข้ามพ้นกิเลสและตัณหา  สามารถที่จะพัฒนาศีลธรรมและจริยธรรมจนมีอำนาจเหนือสัญชาตญาณและดำรงชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่า

การสร้างสรรค์วรรณกรรมในยุคที่เทคโนโลยีมีความเจริญถึงขีดสุดมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง  เนื่องจากสังคมแห่งความเจริญทางวัตถุมีอิทธิพลต่อการกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ในฐานะที่เป็นผู้บริโภคอารยะทางสังคมได้รับการส่งเสริมและพัฒนาโดยมนุษย์ทำให้เจริญรุดหน้ามากกว่าสิ่งที่พัฒนาตนเองโดยวิถีแห่งธรรมชาติ  จนเกิดเป็นกระแสบริโภคนิยมที่เกินพอดี  มีการแสวงหาและครอบครองที่มากเกินความจำเป็นจนไม่มีที่สิ้นสุด  การสะท้อนเรื่องราวของความพอเพียงผ่านงานวรรณกรรมจะช่วยทำให้สังคมเป็นปรกติสุข  มีความเจริญมั่นคง  ทำให้มนุษย์เป็นอิสระจากพันธนาการทางความคิดและวัตถุปรุงแต่งต่าง ๆ รวมทั้งช่วยชำระจิตใจของมนุษย์ให้บริสุทธิ์และมองเห็นเป้าหมายที่แท้จริงในชีวิต  แต่งานวรรณกรรมที่มีคุณค่าจะเข้าถึงมนุษย์ในสังคมทุนนิยมอย่างเท่าเทียมเพื่อช่วยยกระดับจิตใจให้มนุษย์ได้อย่างไร  การทำให้วรรณกรรมเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดทอนความเขลาของมนุษย์ลงและชี้นำชีวิตให้ก้าวสู่แสงสว่างแห่งปัญญา  ด้วยการทำให้สื่อทางภาษาที่มนุษย์บริโภคเป็นวรรณกรรมที่มีคุณค่า  ถ่ายทอดเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์  สร้างจิตสำนึกที่ดีงามควบคู่ไปกับความบันเทิงและสามารถที่จะตอบสนองความต้องการของมนุษย์ตามความเหมาะสมของยุคสมัยได้  ความงามทางภาษาของวรรณกรรมที่จะเป็นสื่อในการบริโภคจะต้องปราศจากอุปสรรคในการรับรู้ทุกรูปแบบ  และเข้าถึงได้ง่ายโดยไม่จำกัดสถานที่ เวลา เพศ วัย สถานะทางสังคม ระดับการศึกษา  และความบกพร่องทางร่างกาย  รวมถึงสามารถที่จะขจัดทักษะทางด้านการอ่านที่มีข้อจำกัดของแต่ละบุคคลออกไปได้  ด้วยวิธีนี้วรรณกรรมที่มีคุณค่าจึงจะกลายเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวมนุษย์  นอกจากนี้ยังควรส่งเสริมกิจกรรมทางวรรณกรรมให้แพร่หลาย  ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมทางด้านวรรณกรรมโดยการปลูกฝังค่านิยมในการรักการอ่านแก่เยาวชน  การออกเสียงตามสายในการถ่ายทอดวรรณกรรมที่มีคุณค่าสู่ผู้ฟัง  ผลิตสื่อวรรณกรรมในรูปสื่ออิเล็กทรอนิกส์และสื่อสำหรับผู้พิการทางสายตา  เป็นต้น  รูปแบบของการบริโภคสื่อที่หลากหลายทำให้มนุษย์มีทางเลือกมากมายที่จะตอบสนองความต้องการที่ไม่สิ้นสุด  โดยมีแบบแผนของศีลธรรมจากวรรณกรรมเป็นแนวทางในการประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตในยุคทุนนิยม  และเมื่อวรรณกรรมถูกหลอมรวมเข้ากับสังคมพลังแห่งการขับเคลื่อนสังคมจึงเกิดขึ้นและส่งผลให้เกิดการพัฒนาที่แผ่ขยายออกไปสู่สังคมรอบข้าง  ประเทศชาติ และสังคมโลก 

การเลือกที่จะบริโภควรรณกรรมของมนุษย์มีความแตกต่างกันตามรสนิยมของแต่ละบุคคล  วรรณกรรมจึงมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกตามความต้องการที่จะใฝ่หาความสุนทรีย์จากการอ่าน  เรื่องราวของสิ่งที่ถ่ายทอดผ่านวรรณกรรมในแต่ละรูปแบบจะสะท้อนสังคมในแต่ละยุคสมัยผ่านทัศนคติของผู้ประพันธ์  การสะท้อนสังคมผ่านงานวรรณกรรมจะเป็นการบอกเล่าประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น  ทำให้ผู้อ่านมองเห็นสภาพสังคมในขณะนั้นและลำดับการพัฒนาการของสังคม  เกิดการเรียนรู้จากการอ่านวรรณกรรมจนเกิดความเข้าใจชีวิตและสังคมในแง่มุมที่หลากหลาย  นอกจากเรื่องราวของการสะท้อนสังคมแล้ว  วรรณกรรมยังสะท้อนศีลธรรมของมนุษย์ในแต่ละยุคสมัยผ่านพฤติกรรมของตัวละคร  ความดีงามและความต่ำทรามในจิตใจของตัวละคร  บทบาทและสถานะของตัวละครที่ผู้ประพันธ์กำหนดขึ้นนั้นจะมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันและมีความสัมพันธ์กับบริบทของสังคม  ศีลธรรมดังกล่าวจะถูกถ่ายทอดผ่านความรู้สึกตามธรรมชาติของมนุษย์ที่มีลักษณะร่วมกัน  ทำให้ประสบการณ์ของตัวละครโดยเฉพาะอย่างยิ่งประสบการณ์ทางอารมณ์ไม่แตกต่างกัน  ซึ่งมีทั้งความสุขและความทุกข์  คุณค่าทางปัญญาส่วนหนึ่งจึงเกิดขึ้นเมื่อผู้อ่านสามารถที่จะเข้าถึงประสบการณ์ของผู้อื่นผ่านวรรณกรรม  อันนำไปสู่การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคม  คุณค่าของวรรณกรรมจะกล่อมเกลาให้ผู้อ่านรู้จักสังคมของตนเองและแสวงหาแก่นแท้ของสังคม  มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมโดยรวม  เรียนรู้การใช้ชีวิตจากปัญหาสังคมผ่านงานวรรณกรรมที่สะท้อนออกมา  สร้างจิตสำนึกและมีความเชื่อมั่นในคุณค่าความเป็นมนุษย์แห่งตนโดยเริ่มต้นจากการรู้จักตนเองและแผ่ขยายไปสู่การเรียนรู้ชีวิตของผู้อื่น  วรรณกรรมในยุคทุนนิยมแม้จะเกิดความเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ มิติ  แต่ก็กระตุ้นให้เกิดวรรณกรรมที่ตอบสนองการแสวงหาแสงสว่างแห่งปัญญา  โดยถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นจริงในสังคมทุนนิยมให้มนุษย์ตระหนักรู้ถึงคุณค่าของชีวิตท่ามกลางกระแสสังคมปัจจุบัน  ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อสังคมในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งในด้านที่สร้างสรรค์และบ่อนทำลาย  งานวรรณกรรมในยุคสมัยนี้นำมาสู่การดำรงอยู่อย่างรู้เท่าทันผ่านบทบาทของตัวละครและบริบททางสังคม  กลายเป็นเครือข่ายของการเชื่อมโยงปฏิกิริยาต่อสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นในการดำรงชีวิตนำมาสู่ความรู้สึกทางอารมณ์ที่ต้องใช้ปัญญาในการแก้ปัญหา  วรรณกรรมคอยชี้นำให้เกิดความรู้ทำให้มนุษย์สามารถที่จะแบ่งแยกระหว่างความดีและความชั่วได้ กล่าวคือ สามารถที่จะใช้อัจฉริยภาพในการแบ่งแยกคุณค่าซึ่งนำไปสู่การเสริมสร้างศักยภาพทางปัญญาและใช้ปัญญาที่เกิดขึ้นในการแสวงหาคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง   

การพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ให้ดำรงอยู่ได้ในสังคมทุนนิยมด้วยการใช้คุณค่าทางวรรณกรรมเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เจริญงอกงามขึ้นบนพื้นฐานของศีลธรรมอันดีงาม  ซึ่งจะทำให้มนุษย์มองเห็นคุณค่าและศักดิ์ศรีที่แท้จริง  ตลอดจนเรียนรู้สัจธรรมของชีวิตและสามารถที่จะปลดเปลื้องตนเองออกจากการตกเป็นทาสของวัตถุนิยมมุ่งสู่วิถีชีวิตแห่งความพอเพียง  สรรค์สร้างกระบวนทัศน์ทางสังคมสู่ความเป็นอารยะ  ให้สมกับคำกล่าวที่ว่า “ วรรณกรรมมีราคา  หลากคุณค่าในยุคทุนนิยม ” เพื่อสร้างสรรค์สังคมทุนนิยมนี้ให้ก้าวสู่ความเจริญที่ยั่งยืนร่วมกัน

 ฐ. สุเรนทรชิต

แสดงความเห็น

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก เพื่อแสดงความคิดเห็น.

วรรณกรรมและคุณค่าความเป็นมนุษย์ในยุคทุนนิยม

7 vote
  • ผู้แต่ง : ฐ. สุเรนทรชิต
  • หมวดหมู่ : Knowledge
  • วันที่สร้าง : October 19, 2012 16:27
  • เรท : G (General Audiences)
  • แฟน : 0 อ่าน : 466
รายงานเนื้อหา

##