คุณกำลังอ่าน ...
Chapter 1 

“ไอ้เตอร์ ๆ รูปกูเป็นไงมั่งวะ ไหนขอดูหน่อยดิ๊” ใครวะมาทวงรูปแต่เช้าเลย ด้วยความสงสัยผมจึงหันไปมองหาเจ้าของเสียงนั้น ไอ้ชาร์คนั่นเองครับ มันเป็นทั้งเพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมห้องของผม มันตะโกนถามมาแต่ไกล ทั้ง ๆ ที่ตัวมันยังอยู่ปลายสุดทางเดินของตึก มันวิ่งปรี่มาทางผมในขณะที่ผมกำลังจะเดินเข้าห้องเรียน

“รูปอะไรของมึงวะ” ผมแกล้งทำหน้างง ๆ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กวนโมโหมัน

“ไอ้นี่ ก็รูปงานคอนที่วงกูไปเล่นเมื่อวันศุกร์ไง” มันพูดพลางเอื้อมมือมาโอบไหล่ผม

“อย่าบอกนะว่ามึงไม่ได้ถ่ายรูปวงกูตอนขึ้นเล่นอะ” หน้าไอ้ชาร์คแม่งคิ้วย่นติดกันเลยครับตอนหันมามองผม แถมจ้องตาผมเขม็งซะอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ

“มึงจ้องตากูทำไมวะ เดี๋ยวกูก็ท้องหรอกสัด” แม่งเล่นจ้องตากันอยู่ได้ แถมยื่นหน้ามาใกล้หน้ากูอีก กูไม่ใช่ปลากัดนะโว้ยยยย

“ผัวะ” มันขำพร้อมกับยกแขนของมันขึ้นจากไหล่ของผมแล้วตบหัวผมอย่างแรง

“ไอ้เชี่ย กูเจ็บนะเว้ย” ตบกูแรงนะสัด อย่าให้ถึงทีกูเอาคืนบ้างนะมึง หึหึหึ

“เออ ๆ ไหนวะ ขอดูหน่อยดิ๊” ชาร์คมันยังถามหารูปของมันต่อ

“กูเพิ่งถ่ายเมื่อวันศุกร์ นี่เพิ่งวันจันทร์ เมิงจะรีบไปไหนวะ กะไม่ให้กูมีเวลาทำอย่างอื่นบ้างหรือไง” มึงมาเร่งอะไรกูนักหนาวะไอ้ชาร์ค ให้กูมีเวลาทำอย่างอื่นมั่งดิวะ

“เออ ๆ รีบหน่อยละกัน กูกะจะเอาไปลงเฟสอวดสาวซะหน่อย” ดูมันตอบดิครับ ไอ้หื่นเอ๊ย แม่งแค่จะอวดสาวก็มาเร่งกูซะงั้น

“ถ้ามึงอยากได้เร็ว ๆ เลี้ยงเนื้อย่างกูซักมื้อ ไม่เกินสองสามวันเดี๋ยวก็เสร็จละ” ผมยื่นข้อเสนอพร้อมกับส่งยิ้มมุมปากให้

“เชี่ยแม่ง รอบที่แล้วก็ทำกูหมดตูดไปทีนึงละ มึงตัวก็เล็ก แต่เสือกแดกเยอะชิบหาย มีหลุมดำในท้องมึงป่าววะเนี่ยไอ้เชี่ยเตอร์” ไอ้ชาร์คบ่นอุบ

“ก็แล้วแต่มึงนะ กูยังมีรูปงานอื่นที่ค้างไว้อีกเยอะแยะเลยน้า” ถึงทีผมเอาคืนบ้างล่ะ หุหุ

“เออ ๆ ก็ได้ ๆ แต่คราวนี้แบบบุฟเฟ่ต์นะเว่ย”

“เออ เดี๋ยวกูรีบทำให้ละกัน เสร็จแล้วเดี๋ยวกูใส่แผ่นมาให้” แต่ถึงแม้ผมจะไม่มีข้อต่อรองอะไรเลยก็ตาม ถ้าผมไม่ยอมรับปากมัน มีหวังมันคงทวงวันละ 3 เวลาหลังอาหารเป็นแน่

ที่มันมาเร่งผมก็ไม่ใช่เพราะอะไรหรอกครับ ก็ผมเป็นตากล้องของชมรมถ่ายภาพประจำโรงเรียน แถมยังมีตำแหน่งเป็นรองประธานชมรมด้วยครับ ไม่ว่าจะงานภายในโรงเรียนหรือภายนอกโรงเรียน ทุกงานผมก็ต้องรับหน้าที่ไปถ่ายหมด บางทีจะมีพวกรุ่นน้อง หรือไม่ก็เพื่อนในชมรมด้วยกันติดไปด้วยคนสองคนไปช่วย ๆ กันถ่าย หลาย ๆ คนก็ได้รูปหลาย ๆ มุม ให้อารมณ์ของภาพที่แตกต่างกัน ขาประจำที่ไปกับผมบ่อยสุดก็มีน้องเอ็กซ์กับไอ้ฟอนต์ ส่วนพวกรุ่นพี่ ม.6 ต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยกัน งานของชมรมจึงตกมาเป็นหน้าที่ของพวก ม.5 อย่างพวกผมแล้วก็พวกรุ่นน้องในชมรมครับ แต่จะว่าไปการได้สะพายกล้องตะลอน ๆ ไปในโรงเรียนมันก็เท่ห์ไม่หยอกเหมือนกันนะครับ ฮ่า ๆ ๆ และก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ผมจะสะพายกล้องเดินตะลอน ๆ ถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ ทั่วโรงเรียน จนกระทั่ง...

“ทุ่มนึงแล้วเหรอวะเนี่ย!!!” ผมบ่นกับตัวเองขณะที่ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาเพื่อดูเวลา

สงสัยผมคงจะถ่ายรูปเพลินไปหน่อย ก็ทำไงได้ละครับ แสงสีส้มนวลยามเย็นตอนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า สะท้อนกับอะไรก็ดูสวยและอบอุ่น ชวนให้บันทึกภาพเหล่านั้นไว้ไปซะหมด แต่ตอนนี้ชักจะไม่งามแล้ว เพราะผมเองยังอยู่บนระเบียงชั้น 4 ของตึกเรียนคนเดียว (แต่บอกไว้ก่อนนะครับ ผมไม่ได้กลัวผีนะครับ... เอ่อ... เอาเป็นว่ากลัวนิดนึงละกัน หุหุ)

ขณะที่ผมกำลังจะหันหลังกลับเพื่อที่จะเก็บกล้องใส่กระเป๋า มีมือข้างหนึ่งยื่นมาจับไหล่ผมจากด้านหลังพร้อมกับส่งเสียง “หึ ๆ ๆ ๆ ๆ”

“ไอ้เชี่ยเอ๊ย” ผมแหกปากร้องลั่นด้วยความตกใจ (และกลัวนิดหน่อย... นิดหน่อยจริง ๆ นะครับ ฮ่า ๆ) ในจังหวะเดียวกันนั้นเองที่มือของผมซึ่งถือกล้องอยู่ และพาดออกไปพ้นจากระเบียงของตึกเผลอคลายออก

“ปึ่ก” ในช่วงไม่กี่อึดใจ ผมก็ได้ยินเสียงของกล้องแสนรักแสนหวงที่ผมใช้อย่างทะนุถนอมตั้งแต่ได้รับมันมาตอนวันเกิดอายุครบรอบ 15 ปีของผม ตกลงจากระเบียงชั้น 4 ของตึก กระแทกกับพื้นซีเมนต์อย่างรุนแรง ชิบหายละกล้องของผมตกลงไปจริง ๆ หรือเนี่ย ผมรีบใช้มือคลำดูที่คอเพื่อหาสายคล้องคออย่างมีความหวัง สายคล้องคอก็ไม่ได้ใส่ โอ๊ยกล้องกู

“เฮ้ย ๆ ขอโทษครับ ๆ ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้” เสียงของไอ้ตัวต้นเหตุดังมาจากข้างหลังผมครับ ในขณะที่ผมกำลังช็อคกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า แต่ก็ใจชื้นขึ้นหน่อยที่รู้ว่าไม่ใช่ผี

“เดี๋ยวผมลงไปเอามาให้นะ รออยู่นี่แป๊บ” ผมหันกลับไปเพื่อจะมองหาไอ้ตัวต้นเหตุ แต่ก็เห็นได้ไม่ชัดเจนนัก เห็นแต่เพียงข้างหลังมันไว ๆ เนื่องจากมันกำลังวิ่งลงบันไดไป ประกอบกับบรรยากาศรอบตัวที่ใกล้จะมืดสนิทเต็มทีแล้ว

ผมตัดสินใจยืนรออยู่ที่เดิม ในขณะเดียวกันก็ยังมองลงไปยังจุดที่กล้องตกลงไป พลางคิดในใจว่า ถ้ารู้ว่าแม่งเป็นใคร จะเล่นให้หนักเลย บังอาจทำกับกล้องอันแสนสำคัญของผมได้

ผมชะโงกหน้ามองจากระเบียงลงไปข้างล่าง เห็นร่างของชายสูงโปร่ง กำลังวิ่งไปยังจุดที่กล้องของผมตกลงไป เขาเก็บกล้องขึ้นแล้วก็รีบวิ่งเข้ามายังตึกเรียน

“ตึกตั่ก ๆ ๆ” เสียงรองเท้ากระทบกับบันไดของคนที่กำลังวิ่งขึ้นมาอย่างรีบเร่ง ในใจผมตอนนี้รู้สึกหมดหวังกับการที่จะคิดเพื่อปลอบใจตัวเองว่ากล้องถ่ายรูปคงจะไม่เป็นมากนัก อยากรู้จริง ๆ ว่าไอ้เจ้าของเสียงมันเป็นใครกันแน่วะ

แต่ก็ไม่นานเกินรอครับ ไอ้ตัวต้นเหตุก็มายืนอยู่ตรงหน้าผมพร้อมกับกล้อง (หรือจะเรียกว่าซากกล้องดีล่ะ) ของผมในมือ

“เอ่อ... ผมขอโทษ... นะครับ ไม่คิดว่าพัตเตอร์จะตกใจมากขนาดนี้” ผมพยายามมองหน้าคนพูด ซึ่งพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วไม่คุ้นหูเท่าไรนักอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ตอนนี้ รอบ ๆ ตัวมันมืดไปหมดมองเห็นแต่เพียงเงาลาง ๆ ของชายร่างสูงโปร่งเท่านั้น ใครกันวะ รู้จักชื่อเล่นของผมด้วย

ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อคิดถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับกล้องของผม

“เราไปเช็คดูกันว่ามันเป็นยังไงบ้างในที่ที่สว่างกว่านี้กันดีกว่า มา ตามผมมา” สิ้นเสียง ข้อมือของผมก็ถูกคว้าไปจับไว้พร้อมทั้งออกแรงกระชากลากผมไป ทำให้ผมต้องรีบใช้มือข้างที่เหลือควานหาและคว้ากระเป๋าและสัมภาระของผมที่ตั้งกองอยู่กับพื้นใกล้ ๆ ตัวขึ้นมา

ถ้าจะถามผมว่าทำไมผมไม่พูดอะไรเลยซักคำ ผมก็จะบอกว่า ตัวผมเองยังช็อคกับเรื่องที่เกิดขึ้น และผมก็โดนลากไปกระทันหัน เลยไม่มีโอกาสแม้แต่จะพูดอะไรออกมา

ผมโดนลากลงบันไดลงมายังชั้นล่างของตึก และก็โดนลากให้เดินต่อไปบริเวณโรงยิมของโรงเรียน ซึ่งยังคงมีไฟเปิดอยู่โดยรอบ

ทันทีที่ร่างของคนที่ผมอยากจะรู้เหลือเกินว่าเป็นใครกระทบกับแสงไฟ ก็เผยให้เห็นใบหน้าคมของชายผิวขาวร่างสูงโปร่งในชุดกีฬากางเกงขาสั้นและเสื้อแขนกุด

“ไอ้ไนท์” ผมแหกปากร้องเรียกชื่อของไอ้บุคคลปริศนาลั่น พร้อมกับมองหน้ามันด้วยความประหลาดใจ

“มือมึงอะ ปล่อยกูได้ละ” ผมบอกมันพร้อมกับก้มหน้ามองไปที่มือของมันที่ยังจับแขนผมอยู่แน่น

“อ่ะ ขอโทษครับ ๆ ลืมตัวอะ” มันรีบปล่อยมือผมพร้อมกับขอโทษ แต่มึงไม่เห็นต้องทำท่าสะดุ้งตกอกตกใจขนาดนั้นก็ได้ กูสิควรจะเป็นฝ่ายตกใจมากกว่ามึงสัด มาจับมือถือแขนกู แถมยังลากกูมาซะไกลอย่างกับกูเป็นแฟนมึงอย่างนั้นแหละ

“ไอ้เชี่ยเอ๊ย ทำกูตกอกตกใจหมดสัด ส่งกล้องกูมา ๆ” ผมบ่นพร้อมกับคว้ากล้องจากมือไนท์

“พัตเตอร์ขึ้นไปทำอะไรคนเดียวบนตึกป่านนี้เหรอครับ” ดูมันถามผมสิครับ ก็เห็นอยู่ว่าคนถือกล้องอยู่ในมือ ไม่น่าถามเล้ย

“ขึ้นไปเรียนทำกับข้าวกับอ.ยิ่งศักดิ์ละมั้ง” ผมตอบไปแบบกวนตีนมัน

“มีอะไรก็ใส่ ๆ ไป กินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็โยนทิ้งปายยย” นี่มึงยังมีอารมณ์มาต่อมุกกูอีกนะ แถมยังขำไม่หยุดอีก

“ทำกล้องกูตกแล้วยังมีหน้ามาตลกใส่กูอีกนะมึง” ผมพูดพลางตรวจสภาพรอบ ๆ ตัวกล้อง ซึ่งก็เป็นอย่างที่ผมคิดจริง ๆ มีรอยถลอกรอบ ๆ ตัวเครื่อง เลนส์นี่แยกออกจากตัวเครื่องเลย จอก็แตก แถมที่สำคัญ เปิดไม่ติดด้วยครับ เห้ออออออออ... ณ ตอนนี้ผมเลยทำได้แค่เพียงถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ว่าแต่กู แล้วมึงเหอะ ขึ้นไปทำอะไรบนตึกเรียนป่านนี้วะ ...อย่าบอกนะว่ามึงตั้งใจจะไปหลอกผีกูโดยเฉพาะ” ผมถามมันกลับบ้าง แต่ตาก็ยังจดจ้องอยู่กับกล้องที่ถึงแม้ตอนนี้จะไม่อยู่ในสภาพที่ใช้งานอะไรได้เลย

“เปล่า ๆ พอดีเพิ่งซ้อมบาสเสร็จอะ แล้วนึกขึ้นมาได้ว่าลืมของไว้บนห้องเรียน เลยกลับขึ้นไปเอาของครับ” มันตอบด้วยใบหน้าแช่มชื่น พลางฉีกยิ้มกว้าง ไม่สงสัยเลยว่าทำไมสาว ๆ หรือแม้แต่พวกแก๊งนางงามหลงมันกันนัก ถึงขั้นยกให้เป็นเทพบุตรนักกีฬาของโรงเรียนเลยทีเดียว ก็มันทั้งหล่อ เรียนเก่ง แถมหุ่นดีอีก ไม่เว้นแม้แต่ผมเพียงแค่เห็นรอยยิ้มนั้น ก็ทำเอาโกรธมันไม่ลงเช่นกัน (แต่ผมไม่ได้ชอบมันนะครับ ยืนยัน นั่งยันนอนยันเลยเอ้า)

“เอ้อ แล้วกล้องพัตเป็นไงบ้างครับ พอจะซ่อมได้หรือเปล่า” แน่ะ ไอ้นี่ กูไปสนิทกับมึงตอนไหนวะ เรียกชื่อกูซะสั้นเลย

“สงสัยจะหมดทางเยียวยาแล้วว่ะ โดนอาป๊าสวดยับแน่เลยกู เห้อออ...” ผมตอบมันพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมกับทำหน้าเซ็ง ก็กล้องนั่นผมรบเร้าให้อาป๊าผมซื้อให้จนสุดท้ายก็ได้มันมา แถมอาป๊ายังกำชับให้รักษาให้ดีด้วย เพราะมันแพงใช่เล่นเลย โอ๊ย ๆ ๆ คิดแล้วก็เครียดโว๊ย ทำไงดีวะเนี่ย

“พัตไม่ต้องห่วงนะเรื่องกล้อง เดี๋ยวผมจัดการให้” มึงพูดมาซะเท่ห์เลย มึงจะซื้อใหม่ให้กูหรือไงว้าาา

“เรียกกูเตอร์ดีกว่า เรียกพัตแล้วมันฟังตะหงิด ๆ ว่ะ เหมือนผู้หญิงยังไงไม่รู้” ผมรู้ว่านี่ไม่ใช่เวลาจะมาห่วงเรื่องชื่อ แต่มันฟังแล้วไม่เข้าหูนี่ครับ จะเรียกทั้งทีให้มันดูแมนสมตัวหน่อย (ก็คนมันแมนเต็มร้อยนี่ครับ ฮ่า ๆ ๆ)

“แล้วก็เรื่องกล้องน่ะ ไม่เป็นไรหรอก กูทำมันหลุดมือเอง เดี๋ยวกูหาทางคุยกับที่บ้านเองไม่เป็นไรหรอก มึงไม่ต้องคิดมากนะ” ถึงผมจะพูดออกไปแบบนั้น แต่ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะบอกอาป๊ายังไงดี สงสัยงานที่ต้องไปถ่ายหลังจากนี้ คงต้องยืมกล้องชมรมไม่ก็ของพวกรุ่นพี่ในชมรมมาใช้จนเรียนจบม.ปลายแหง ๆ

“ได้ไงละเตอร์ ผมเป็นต้นเหตุ ผมก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบดิ่” ผมก็เข้าใจนะว่าไนท์รู้สึกผิด แต่ก็เป็นเพราะผมสะเพร่าเอง ไม่ยอมคล้องสายคล้องคอ ทำให้กล้องหล่นลงไป จะให้ไปโทษไนท์มันก็ไม่ถูกนัก ถ้าเกิดผมโดนผีหลอกจริง แล้วเผลอทำกล้องตกลงไป ผมก็ต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบเองอยู่ดี

“เฮ้ย ไม่เป็นไรหรอกมึง ไม่ต้องหรอก” ผมปฏิเสธไนท์ หวังว่ามันจะไม่คิดอะไรมาก

“ไม่ได้ ๆ ผมเป็นคนทำผมก็ต้องรับผิดชอบสิครับ จะให้เตอร์เป็นคนลำบากอยู่ฝ่ายเดียวได้ไงอะ” อะไรของมึงวะ พูดอย่างกับทำกูท้องเลยสัด แค่กล้องพังตัวเดียวเองนะโว้ยยย ไม่ต้องพูดขนาดนี้ก็ได้ นี่ถ้าคนอื่นมาได้ยินเข้าแม่งคงเข้าใจผิดกันไปยกใหญ่แหง ๆ

“ผมจะซื้อกล้องคืนให้เตอร์นะ” แต่กล้องมันแพงนะครับ ในเมื่อมันพังไปแล้วก็ช่างมันละกัน ค่อยไปคิดหาทางแก้เอาทีหลัง ผมเลยกะว่าจะปฏิเสธไนท์ไป แต่ยังไม่ทันจะอ้าปากบอกปัดมันเลย

“ผมรู้ว่ากล้องมันแพงมาก เอาอย่างนี้แล้วกัน เพื่อความยุติธรรมกันทั้งสองฝ่าย ผมมีข้อแลกเปลี่ยน” ข้อแลกเปลี่ยน??? ข้อแลกเปลี่ยนอะไรของมันกันวะ

“เตอร์ต้องมาเป็นตากล้องส่วนตัวให้ผมนะ” ริมฝีปากสีอมชมพูของไนท์ฉีกยิ้มกว้างหลังพูดจบ

ผมยังอึ้ง ๆ กับประโยคที่มันพูดไม่หาย ส่วนตัวนี่หมายความว่ายังไงวะ??? ปกติงานโรงเรียนเกือบทุกงานผมก็ต้องไปถ่ายรูปเพื่อจัดบอร์ดและก็ลงเว็บของโรงเรียนอยู่แล้ว ไม่เว้นแม้แต่งานแข่งกีฬา ทำไมต้องไปเป็นตากล้องส่วนตัวให้มันด้วยวะ หรือว่ามันคิดอะไรกับผมหรือเปล่าเนี่ย ชิบหายละ นึกแล้วก็เสียวหลังวาบ ๆ

“เอ๊ย ผมไม่ได้คิดอะไรแบบที่เตอร์คิดนะ” พูดแบบนี้มึงหมายความว่าไงวะ มึงอ่านใจกูได้หรือไงวะ

“แล้วมึงรู้เหรอว่ากูคิดอะไรอะ”

“ทำหน้าแบบนี้คิดอกุศลชัวร์ ฮ่า ๆ ๆ” ไนท์ตอบพร้อมกับหัวเราะลั่น แถมยังทำท่าทำทางเหมือนรู้ทันผมอีก หรือมึงไม่คิดวะ

“เตอร์ว่าไงอะ ตกลงตามนี้นะ” ไนท์ยังคงฉีกยิ้มร่า ทั้งที่ผมยังไม่ทันจะให้คำตอบอะไรไปเลย มึงอย่าคิดเองเออเองคนเดียวดิวะ ให้เวลากูได้คิดตัดสินใจบ้างเหอะ

แต่ถึงแม้ผมจะไม่ได้ให้คำตอบอะไรกับไนท์ไป เจ้าตัวมันก็คงคิดไปเองเสร็จสรรพแล้วว่าผมตกลงรับข้อเสนอของมันไปเรียบร้อยแล้ว

และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราววุ่นวายต่าง ๆ ที่กำลังจะผ่านเข้ามาในชีวิตของผมหลังจากนี้ ถ้าเกิดผมสามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ ณ ตอนนี้ ผมคงปฏิเสธความช่วยเหลือจากไนท์ไป ไม่ว่าจะยังไงก็ตามที

แสดงความเห็น

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก เพื่อแสดงความคิดเห็น.

In The Viewfinder

2 vote
  • ผู้แต่ง : Feather
  • หมวดหมู่ : Fiction
  • วันที่สร้าง : April 02, 2013 16:08
  • เรท : PG-13 (Parents Strongly Cautioned)
  • แฟน : 0 อ่าน : 338
รายงานเนื้อหา

##