คุณกำลังอ่าน ...
Chapter 2 

ทันทีที่ผมก้าวท้าวเข้าสู่ห้องชมรมถ่ายภาพอันเป็นที่สิงสถิตของพวกเราเหล่าตากล้องมือสมัครเล่นทั้งหลาย เสียงดังโหวกเหวกจากสมาชิกทั้งหลายภายในห้องเมื่อสักครู่ก็พลันเงียบสนิทลง สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องมาที่ผม ผมว่าต้องมีอะไรทะแม่ง ๆ แล้วล่ะครับงานนี้

“อ้าว ไอ้เชี่ยเตอร์มาพอดี ตะกี้มีคนฝากของให้มึงง่ะ” ไอ้ฟอนต์เปิดประเด็นแถมไม่บอกว่าใครฝากของมาอีกครับ (ทำไมมึงต้องทำให้มันดูลึกลับซับซ้อนด้วยวะครับไอ้เชี่ยฟอนต์เอ๊ย บอกมาซะตั้งแต่แรกก็จบละ)

“อะไรอะ แดกได้หรือเปล่าวะ” รู้น่าว่าอยากให้ถามว่าใครฝากมา แต่กูไม่หลงกลมึงหรอก ฮ่า ๆ ๆ

“ขนมอะ กูวางไว้บนโต๊ะมึงอะเตอร์ ...ว่าแต่ มึงไม่อยากรู้เหรอว่าใครฝากมา” นั่นไง เป็นอย่างที่ผมคิดจริง ๆ ด้วยครับ

ผมทำทีเป็นไม่สนใจในขณะที่เดินไปที่โต๊ะประจำของผมพร้อมกับจัดแจงวางกระเป๋าลงบนพื้นข้าง ๆ เก้าอี้

“ถึงกูไม่ถาม เดี๋ยวมึงก็บอกกูเองแหละ” เสียใจด้วยนะครับเพื่อน รู้หรอกน่าว่าอยากจะแซวกูใจจะขาด ฮ่า ๆ ๆ

ผมมองถุงกระดาษสีขาวนวลขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อยซึ่งวางอยู่บนโต๊ะด้วยความสงสัย ใครนะที่ซื้อมาให้ผม จะอยู่รอเจอหน้ากันหน่อยไม่ได้หรือไง

“แล้วมึงจะบอกกูได้หรือยังเนี่ยว่าใครเอามาฝากอะ” ผมถามฟอนต์เพื่อคาดคั้นเอาคำตอบ

“นั่นแน่ ที่แท้มึงก็อยากรู้ใจจะขาด แหม ๆ เห็นตอนแรกทำเป็นไม่สนใจนะ”

“เออ ๆ เรื่องของมึงละกันจะบอกหรือไม่บอก กูไม่สนละ”

“โถ ๆ คุณพัตเตอร์ล่ะก็ อย่าเพิ่งหงุดหงิดสิครับ” จบประโยค ไอ้ฟอนต์กับสมาชิกในชมรมพากันใจกันหัวเราะชอบใจที่แกล้งผมได้สำเร็จ

ด้วยความอยากรู้ว่าเจ้าของพัสดุลึกลับบนโต๊ะผมนี่เป็นใครกันแน่ ผมจึงไม่รอช้า รีบแกะถุงดู ข้างในถุงมีกล่องช็อคโกแลตหนึ่งกล่อง บนกล่องนั้นมีกระดาษโน้ตเล็ก ๆ แปะไว้ ผมดึงกระดาษโน้ตออกจากกล่องและอ่านข้อความในกระดาษซึ่งเขียนไว้ว่า “ขอโทษนะครับเตอร์ สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน” ชัดเลยครับ ไอ้เชี่ยไนท์แน่ ๆ

“เฮ้ย พวกเรา กูหลงวันหรือว่าความจำกูไม่ค่อยดีวะ วันนี้ไม่ใช่วันวาเลนไทน์ใช่ป่าววะ แต่มีคนเอาช็อคโกแลตมาให้ไอ้เตอร์ด้วยโว้ยยยยย” หลังจากไอ้เชี่ยฟอนต์พูดจบ พวกสมาชิกที่เหลือต่างกันโห่รับกันเกรียวกราว (แหม ๆ พวกมึงสามัคคีกันดีจริง ๆ นะไอ้สมาชิกในชมรมนี้ สาดดดดดดดด)

ผมขยำกระดาษในมือและกำเอาไว้แน่น ไอ้เชี่ยไนท์ มึงนะมึง ทำกูได้ กูเลยโดนพวกแม่งแซวแต่เช้าเลย

“เอ๊ะ ๆ มีจดหมายรักด้วยโว้ยยยย เฮ้ยพวกเรา จับมัน” สิ้นเสียงไอ้เชี่ยฟอนต์หัวโจก พวกรุ่นน้องชมรมพากันมาเข้ามารุมจับผมเพื่อแย่งกระดาษโน้ต แต่ผมไหวตัวทันเพราะเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นประจำกับพวกรุ่นน้องในชมรม เรื่องอะไรที่ผมจะยอมให้พวกมันอ่านแล้วมาล้อผมอีก ผมช่วงชิงจังหวะหาทางหนีออกไปนอกห้อง แต่ด้วยปริมาณของพวกรุ่นน้องนักล่ามีกัน 4-5 คน และมีความไวไม่แพ้ผม ยังไม่ทันที่ผมจะก้าวพ้นจากประตูห้องชมรม พวกมันก็ยืมรุมล้อมรอบตัวผมแล้วครับ ผมจึงหนีไม่รอดและโดนจับล็อคเอาไว้ แต่ไม่ว่ายังไงก็ตามผมก็ไม่ยอมให้พวกมันได้เห็นกระดาษโน้ตในมือหรอก

“มึงจะยอมส่งมาดี ๆ หรือจะต้องให้พวกกูใช้กำลังวะไอ้เตอร์” ไอ้เชี่ยฟอนต์ยื่นข้อเสนอ กูนึกว่ามึงจะเล่นแบบนี้แต่กับพวกรุ่นน้องนะ นี่กับเพื่อนมึงก็ไม่เว้นเหรอวะ

“กูไม่ให้โว้ย” ผมตอบเสียงแข็ง พร้อมกับกำกระดาษโน้ตในมือไว้แน่น

“เห้ยพวกเรา จั้กจี้มัน” ทันทีที่ไอ้ตัวหัวโจกออกคำสั่ง พวกรุ่นน้องที่ล็อคตัวผมอยู่ต่างพากันลงมือรุมจั้กจี้ผม ด้วยเพราะตัวผมเองเป็นคนที่บ้าจี้อยู่แล้ว โดนรุมแบบนี้ผมถึงกับดิ้นพล่านเลยครับ และเมื่อการทรมานผ่านไปได้ซักพักผมก็เริ่มทนไม่ไหวแล้วล่ะครับ

“โอ๊ย ๆ พอแล้ว ๆ กูยอมแล้วสาดดดด หยุดจั้กจี้กูได้แล้ว” ผมพูดพลางหายใจหอบเพราะดิ้นสู้จนหมดแรง

ไอ้เชี่ยฟอนต์หัวโจกเดินตรงมาที่ผม มันงัดกระดาษโน้ตออกจากมือผมพร้อมกับสยะยิ้มราวกับเป็นผู้ชนะ แถมยังอ่านข้อความในกระดาษโน๊ตซะเสียงดังราวกับจะประกาศให้คนทั่วทั้งโลกได้รับรู้

“ขอโทษนะครับเตอร์ สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน เมื่อวาน... เมื่อวานเกิดอะไรขึ้นกับมึงวะเตอร์ หรือว่ามึงกับไอ้เชี่ยไนท์จะ... กันแล้วว่ะ เดี๋ยวนี้มึงเปลี่ยนแนวแล้วเหรอวะไอ้เชี่ยเตอร์” หลังจบการประกาศ เสียงโห่ร้องเกรียวกราวของสมาชิกในชมรมก็ดังกระหึ่มขึ้นราวกับเสียงลั่นกลองในสนามรบ คงจะถูกใจพวกมึงทั้งหลายกันมากเลยสินะ และก็มึงไอ้เชี่ยฟอนต์ กูละเกลียดน้ำเสียงกระแนะกระแหนของมึงตอนอ่านฉิบหายเลย แล้วยังจะคิดจัญไรกับกูอีกนะ สาดดดดดด

“สมองมึงคิดได้แต่เรื่องนี้รึไงวะไอ้เชี่ยฟอนต์ มันไม่ใช่แบบที่มึงคิดเลยนะสัด” ผมยังไม่อยากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้มันฟัง เพราะเดี๋ยวมันจะหาว่าผมแต่งเรื่องโกหกเพื่อปกปิดมัน

“ไม่ใช่แบบที่กูคิด แล้วเป็นแบบไหนวะไอ้เตอร์” มันถามพร้อมกับจ้องหน้าผมและสยะยิ้มเล็ก ๆ

“มึงไม่รู้เรื่องของกูซักเรื่องจะเป็นไรมั้ยเนี่ย ไอ้เชี่ยฟอนต์” ตอนนี้ผมชักจะเริ่มหงุดหงิดขึ้นมานิด ๆ แล้วครับ

“ไม่อยากเล่าก็ไม่ต้องเล่าเว้ย แต่กูอยากจะบอกว่ากูคิดไปไกลแล้วนะ ฮ่า ๆ ๆ” ไอ้เชี่ยฟอนต์ มึงนะมึง

“เอ้อ ไอ้เตอร์ แล้ววันนี้มึงไม่เอากล้องมาด้วยเหรอวะ” ตาไวแล้วยังช่างสังเกตอีกนะมึงไอ้เชี่ยฟอนต์

“เรื่องของกู” ผมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงห้วน ๆ เพราะยังคงหงุดหงิดเรื่องที่มันแซวผม แล้วยังเรื่องกล้องของผมที่พังไปเมื่อวานอยู่

“เอ๊ะ ๆ หรือว่าจะลืมไว้ที่บ้านไอ้ไนท์มันวะ ฮ่า ๆ ๆ” หลังไอ้ฟอนต์เห่าจบ พวกสมาชิกทั้งหลายพากันหัวเราะเฮฮา พวกมึงสนุกกันจริง ๆ เลยนะ แต่กูขำไม่ออกเฟ้ย

“ลืมเชี่ยไรล่ะ ก็ไอ้ไนท์นั่นแหละ แม่งทำกล้องกูตกจากระเบียงตึกเรียนชั้น 4 เมื่อวาน กูเลยไม่มีกล้องใช้เลยเนี่ย กะว่าจะมายืมของชมรมไปใช้ชั่วคราวก่อน” ผมเผลอพูดเรื่องของไนท์ออกไปด้วยความหงุดหงิด

“อ้าว งานเข้าเลยดิมึง กล้องชมรมเต็มโควต้าแล้วเว้ย” พี่วินประธานชมรมซึ่งนั่งอยู่ตั้งแต่ก่อนที่ผมจะเข้ามาในห้องชมรมและดูพวกเราเล่นไล่จับกันอยู่เงียบ ๆ พูดขึ้นมา

โธ่ ให้ตายเหอะ โชคแม่งไม่เคยเข้าข้างผมเลยจริง ๆ แล้วคราวนี้ผมจะเอากล้องที่ไหนใช้ล่ะเนี่ย เอาวะ ยังไงก็ขอยืมของพวกรุ่นพี่ม.6ก่อนแล้วกัน ยังไงซะพวกพี่เขาก็ต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ไม่มีโอกาสได้ใช้กล้องช่วงนี้แน่นอน คิดได้ดังนั้น ผมจึงรีบพุ่งตัวเข้าไปเกาะแขนพี่วินซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้พร้อมทั้งทรุดตัวลงในท่าคุกเข่าอยู่ข้าง ๆ อย่างไม่เกรงสายตาสมาชิกในชมรม

“พี่วินคร้าบบบบ ผมขอยืมกล้องพี่หน่อยดิ นะ ๆ ช่วงนี้พี่ไม่ได้ใช้ใช่เปล่าอ่ะ” ผมเขย่าแขนพี่วินเบา ๆ

“เฮ้ย อะไรของมึงเนี่ยไอ้เชี่ยเตอร์ กูให้มึงยืมไม่ได้หรอก” พี่วินถึงกับสะดุ้งโหยง

“อ้าว ทำไมล่ะพี่ พี่เป็นที่พึ่งสุดท้ายของผมแล้วนะเนี่ย” ผมพูดพร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอน

“โทษทีว่ะ พอดีน้องกูเพิ่งยืมไป มันต้องถ่ายรูปทำรายงานส่งอาจารย์ กว่าจะได้คืนก็คงอีกสัปดาห์หนึ่งอะ” พี่วินทำหน้าเจื่อนพลางใช้มืออีกข้างที่ยังว่างอยู่เกาหัวเบา ๆ

หมดกันความหวังสุดท้ายของผม สัปดาห์นี้คงต้องสะสางงานแต่งภาพที่คั่งค้างอยู่ให้เสร็จไปซะก่อน ไว้รอตอนพี่วินได้กล้องกลับมาค่อยขอยืมพี่เขาอีกทีครับ

“งั้นถ้าพี่ได้กล้องกลับมาแล้ว ผมขอยืมต่อนะพี่”

“เออ ๆ เดี๋ยวได้คืนแล้วกูจะเอามาให้”

“พี่วินใจดีที่สุดเลยคร้าบบบ” ผมพูดพลางเอาหัวซบกับแขนพี่วินและถูไปมา

“ไอ้เชี่ยเตอร์ มึงพอเลย กูขนลุกหมดแล้วสัด เดี๋ยวก็ไม่ให้ยืมซะเลยนี่” พี่วินถึงกับสะดุ้งอีกรอบและพยายามดึงแขนหลบลูกอ้อนของผม

“โหยพี่ นี่ถ้าไม่ติดว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย แม่งสงสัยคงกอดกับหอมแก้มพี่ไปแล้วมั้งเนี่ย” เสียงไอ้เชี่ยฟอนต์ตะโกนมาจากอีกมุมหนึ่งของห้องหลังจากที่มันเฝ้าสังเกตการณ์อยู่เงียบ ๆ ผมไม่รอช้า ในเมื่อไอ้ฟอนต์มันอยากเห็นก็จัดให้มันสักหน่อยครับ ผมจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปด้านหลังเก้าอี้ของพี่วิน พร้อมกับใช้มือทั้งสองข้างกอดพี่เขาหลวม ๆ และยื่นหน้าไปใกล้ ๆ หน้าของพี่เขา แต่พี่วินไม่ยอมเล่นกับผม เขาลุกพรวดจากเก้าอี้และพยายามดันตัวผมให้ออกห่างจากตัวเขา พี่วินใช้มือขวาตบหัวผมเบา ๆ (แต่เสียงที่ออกมาทำไมมันดังจังวะแถมเจ็บนิด ๆ ด้วยครับ)

“ไอ้ห่านี่ เล่นไม่เข้าเรื่องละ เดี๋ยวกูจับทำเมียจริง ๆ หรอกสัด” ทันทีที่พูดจบพี่วินก็ไม่รอช้า รีบพุ่งตัวเข้ามากอดพร้อมกับซุกหน้าลงไปที่ซอกคอของผม คราวนี้ผมเลยเป็นฝ่ายที่ต้องพยายามหนีให้พ้นจากพี่เขา ทันที่ที่ผมหลุดจากอ้อมกอดของพี่วิน ผมก็รีบวิ่งกลับไปที่โต๊ะของตัวเองเพื่อตั้งหลัก ปล่อยให้พี่วินยืนเก้ออยู่ที่มุมห้อง

“หนีไปไหนล่ะมึง พอกูเอาจริงก็ป๊อดนะสัด ฮ่า ๆ ๆ” พี่วินหัวเราะเย้ยดุจตัวเองเป็นผู้ชนะ

“ไอ้เชี่ยเตอร์ กูไม่สงสัยเลยว่ามึงได้ตำแหน่งรองประธานชมรมมายังไง ฮ่า ๆ ๆ” ไอ้เชี่ยฟอนต์มึงอะตัวชง อยากเห็นนักกูก็จัดให้เลย หึ ๆ ๆ

พวกเราเล่นแบบนี้กันบ่อยครับตามประสาพี่ ๆ น้อง ๆ ในชมรม ชมรมเรามีแต่ตัวฮา ๆ คารมดีครับ พวกปากเสียก็เห็นจะมีแต่ไอ้เชี่ยฟอนต์นี่แหละครับ

และแล้วสัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์ของผมก็ผ่านไปโดยไม่มีกล้องถ่ายรูปใช้ ผมจึงใช้เวลาช่วงนี้แต่งรูปที่ค้างอยู่จนเสร็จ ส่วนเรื่องขนมของไนท์ซึ่งอร่อยมาก เอ๊ย เรื่องไอ้ไนท์ มันก็ทำแบบเดิมทุกวัน คือเอาขนมมาวางบนโต๊ะผมพร้อมกับกระดาษโน๊ตซึ่งแต่ล่ะวันมีข้อความไม่ซ้ำกัน โดยที่ผมไม่เคยได้เจอตัวมันเลยครับ แถมยังโดนพวกในชมรมแซวทุกวัน จนกระทั่งวันศุกร์ มันเขียนข้อความบอกว่า “เย็นนี้เจอกันนะครับเตอร์” แต่ดันไม่บอกว่าจะให้ไปเจอที่ไหน มึงจะให้กูวิ่งหาทั่วโรงเรียนเลยรึไงไอ้เชี่ยไนท์ เบอร์มึงก็ไม่ได้ให้ไว้นะสาด ผมเลยนั่งรอที่ห้องชมรมจนห้าโมงครึ่งเข้าไปแล้ว ในห้องชมรมก็เหลือพวกรุ่นน้องนั่งอยู่สองสามคน ซึ่งพวกมันขอตัวกลับก่อน แถมไม่วายแซวผมก่อนกลับอีกว่า “รอแฟนมารับเหรอครับพี่” แล้วก็หัวเราะเฮฮากัน ผมจึงตะโกนด่าพวกมันไป แต่ยังไม่ทันที่ผมจะวิ่งปรี่เข้าไปสั่งสอนพวกมัน แม่งก็รีบแผ่นแน่บออกไปเลยครับ แน่จริงมึงอย่าหนีดิวะ กูพัตเตอร์คนจริงนะเฟ้ย ฮ่า ๆ ๆ

ผมรอต่ออีกซักพักคิดว่าไนท์คงไม่มาแล้ว จึงรีบปิดห้องชมรม เพราะขืนอยู่นานกว่านี้คงไม่ดีแน่ เดี๋ยวเจอผีเข้าล่ะงานงอกเลยครับ ฮ่า ๆ ๆ

หลังจากปิดห้องชมรมเสร็จ ผมก็เดินออกจากโรงเรียนโดยใช้เส้นทางที่คุ้นเคย แสงอาทิตย์ยามเย็นสีส้มนวลเห็นแล้วก็อยากจะงัดกล้องขึ้นมาถ่ายภาพซะจริง ๆ ติดแค่คราวนี้ผมไม่มีกล้องใช้แล้วก็เท่านั้นเองครับ แต่ไม่เป็นไรหรอกครับ สัปดาห์หน้าก็จะได้กล้องจากพี่วินมาแล้วล่ะครับ ผมเดินไปพลางชื่นชมกับบรรยากาศรอบ ๆ ตัวไปจนใกล้จะถึงประตูรั้วโรงเรียน ผมสังเกตเห็นคนผิวขาวรูปร่างสูงโปร่งยืนกอดอกพิงรั้วโรงเรียนอยู่ ชัดเลยครับ ไอ้ไนท์นั่นเอง ผมจึงรีบเดินตรงเข้าไปหา

“อ้าว เตอร์ เพิ่งลงมาจากห้องชมรมเหรอครับ” ไอ้ไนท์เป็นฝ่ายทักผมก่อน

“มึง ไอ้เชี่ยไนท์ บอกจะนัดเจอ แต่เสือกไม่บอกกูว่าที่ไหน แถมยังไม่ให้เบอร์กูไว้อีก กูก็นึกว่ามึงจะมาหาที่ห้องชมรม เชี่ย เล่นให้กูรออยู่ตั้งนาน แถมโดนพวกรุ่นน้องแซวอีก” ผมบ่นรัวเป็นชุด

“ขอโทษครับ ผมก็ไม่แน่ใจว่าเลิกเรียนแล้วเตอร์จะไปไหนต่ออ่ะ ผมเลยมารอตรงนี้ เพราะยังไงเตอร์ก็ต้องกลับบ้าน ต้องออกทางประตูโรงเรียนแน่นอน” ไนท์ตอบพร้อมกับรอยยิ้มเล็ก ๆ เห็นแล้วความโกรธของผมก็คลายลง

“แล้วทำไมมึงไม่เขียนเบอร์มึงให้กูในกระดาษโน๊ตวะ”

“ใครเขาจะให้เบอร์กันง่าย ๆ ล่ะครับ ยังไม่ได้เป็นแฟนกันซะหน่อย” ทันทีที่พูดจบไนท์ก็หัวเราะออกมา มุกเยอะนักนะมึง

“เออ ๆ แล้วอยากเจอกูมีเรื่องอะไรหรือเปล่าอะ หรือว่าเรื่องกล้องกูอะเหรอ”

“อืม ใช่ครับ แต่ไว้คุยทีหลังแล้วกัน ตอนนี้ไปกับผมก่อนนะ”

“ไปหนะ เอ๊ย” ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบ ไนท์ก็คว้าข้อมือผมไว้แล้วก็ลากผมไปอีกแล้วครับ แต่จะไปไหน ไปทำอะไร ยังไม่ทันได้บอกผมเลย คนแบบนี้ก็มีด้วยครับ เฮ้อ

แสดงความเห็น

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก เพื่อแสดงความคิดเห็น.

In The Viewfinder

2 vote
  • ผู้แต่ง : Feather
  • หมวดหมู่ : Fiction
  • วันที่สร้าง : April 02, 2013 16:08
  • เรท : PG-13 (Parents Strongly Cautioned)
  • แฟน : 0 อ่าน : 186
รายงานเนื้อหา

##