คุณกำลังอ่าน ...
เรื่องไม่คาดฝัน 

พวกเราเดินทางไปเรื่อยๆ ทันทีที่ออกจากตัวเมืองขอนแก่น

ทางที่ตอนแรกดูเหมือนจะดีก็เริ่มไม่ดี

เราไปตามทางเรื่อยๆ ตามเครื่องนำทาง ตามเส้นทางที่จดมาจากเว็บไซต์ และตามคนที่น่าจะรู้ทางที่เดินทางมาด้วยกัน

เรามาไกลกันเกินกว่าจะหันหลังกลับ เราไม่รู้แม้กระทั่งว่าเรากำลังหลงทางอยู่รึเปล่า

ความมืดเริ่มครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่

และกลางคืนที่ต่างจังหวัด มันมืดมากๆ เราแทบจะไม่เจอใครบนถนนเลย

เพื่อนร่วมเดินทางส่วนใหญ่หลับกันหมด

มีผมและเพื่อนอีกคนคอยบอกทาง

เราไปตามทางเรื่อยๆ

จนกระทั่งถึงทางแยกหนึ่ง

ผมยังรักษาความเร็วไว้

"เห้ย ซ้ายหรือขวา" ผมรีบถามเพื่อนที่เป็นคนช่วยนำทาง

(หลักๆราตามเครื่องนำทาง แต่บางจุดใช้ความชำนาญจากเพื่อนคนนี้)

ด้วยความที่ผมอยากจะไปถึงที่หมายสักที

เมื่อรถมาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ แต่เพื่อนผมยังตัดสินใจไม่ได้

มีแต่เครื่องนำทางที่บอกว่า ให้เลี้ยวซ้าย

ผมหักไปทางซ้ายทันที

เราตามทางไปเรื่อยๆ ตอนนี้เพื่อนผมหลุดจากการนำทางไปเรียบร้อย

ผมตามเสียงเบาๆของเครื่องนำทางไปเรื่อยๆ

จนเครื่องบอกให้เลี้ยวขวา

ผมหักเข้าขวาทันที

ซึ่งพอมาคิดดูดีๆแล้ว

หากเป็นเวลาปกติผมคงไม่เลี้ยวเข้าไปแน่ๆ

เป็นทางเข้าไปในไร่อ้อย(หรืออะไรประมาณนั้น) เป็นทางลูกรัง

แต่จะกลัวอะไร รถผมมันรถลุยหน่อยๆอยู่แล้ว

ผมขับเข้าไปประมาณ50-75เมตร

มีการเลี้ยวตามทางเล็กน้อย

"ครื่ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด"!!!!!!!

แน่นอน ถ้าเป็นทางลาดยาง เสียงเบครคงดัง เอี๊ยดดดด

แต่นี่ผมอยู่บนทางลูกรัง เสียงยางรถไถลไปกับดินและหยุดลงในที่สุด

ใช้เวลาไม่นาน ฝุ่นที่เกิดจากการเสียดสีของยางเมื่อสักครู่ก็ได้หายไป

เผยให้เห็นวัดมืดๆด้างหลัง

ผมเอามือไปแตะที่เกียร์เตรียมเปลี่ยนเกียร์

แต่ใจก็ยังลังเล ผมตัดสินใจเอามือออก และเริ่มแตะคันเร่งเบาๆ

แต่เพื่อนๆห้ามไว้

ผมเลยต้องถอยออกมา และค่อยๆคลำทางไปมุกดาหารต่อ

*********************************

วันพุธที่18พฤษภาคม 2554

วันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรก

ชีวิตของการเป็นนิสิตฝึกสอนของผมและเพื่อนได้เริ่มต้นขึ้น

ผมและเพื่อนๆอีก5คน ได้มาฝึกสอนที่โรงเรียนหญิงล้วน ชื่อดังแห่งหนึ่ง

กลุ่มผมที่มีกัน6คน เราตัดสินใจแบ่งออกเป็น3:3 เพื่อแยกย้ายไปฝึกสอนกัน

แน่นอน น้อยมาฝึกกลุ่มเดียวกับผม

ทุกอย่างเป็นไปได้ดีเสมอมา

แม้น้อยจะมีปัญหากับนักเรียนส่วนใหญ่

เพราะความที่น้อยดุ และจริงจัง ทำให้นักเรียนหลายคนไม่ชอบ

แต่เมื่อย้ายระดับชั้นแล้ว ทุกอย่างก็เป็นไปได้ด้วยดี

จนกระทั่งน้อยไม่สบาย

น้อยไปหาหมอด้วยอาการธรรมดาๆ

คือการไอ ที่ไม่หายเสียที

ตอนที่น้อยบอกว่าจะไปหาหมอ

ผมยังคิดในใจว่า "แค่ไอธรรมดา พักผ่อนดูแลตัวเองดีๆก็พอแล้ว ไม่เห็นจะต้องถึงมือหมอเลย"

จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่น้อยซ้อนรถมอเตอร์ไซค์ผมไปโรงเรียนตามปกติ

เราได้คุยกันเกี่ยวกับอาการของน้อย

น้อยบอกว่า

พี่สะใภ้ที่เป็นพยาบาลไปดูแฟ้มของน้อยก่อนที่หมอจะนัดน้อยไปแจ้งผลการตรวจ

พี่สะใภ้บอกว่า น้อยเป็นมะเร็งปอด

ข่าวนี้ทำให้ผมช็อคมาก

น้อยไม่ใช่คนที่ควรจะเป็นอะไรแบบนี้เลย

ถ้าให้เทียบโอกาสเสี่ยงแล้ว

ผมยังควรจะเป็นมากกว่าด้วยซ้ำ

ผมได้แต่หวังว่าพี่สะใภ้จะดูมาผิด

หวังว่าพอถึงเวลาแล้วทุกอย่างจะไม่เป็นอย่างที่พวกเรารู้กัน

ข่าวนี้รู้กันแค่ในกลุ่มเล็กๆ

ผมจำไม่ได้แล้วว่า

เพราะน้อยยังไม่อยากให้คนอื่นรู้และตกใจ

หรือเพราะผมยังไม่ยอมรับกันแน่

แต่สุดท้าย อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

วันที่หมอนัด หมอได้แจ้งสิ่งที่ทุกคนทราบดีอยู่แล้ว

มะเร็ง!!!

สุดท้ายเรื่องนี้ก็รู้กันเกือบหมด

อาจารย์นิเทศก์ และอาจารย์พี่เลี้ยงจำเป็นต้องรู้เรื่องนี้

และนั่นหมายถึง

หัวหน้าภาควิชาของพวกเราก็ต้องรู้

อาจารย์ได้ประชุมกันแล้ว โดยมีน้อยอยู่ด้วย

ได้ข้อสรุปว่า น้อยจะต้องลาพักการศึกษา และรักษาตัวให้หาย

ถึงจะมาฝึกสอนต่อได้

หลังจากวันนั้นมา

การฝึกสอนของผมไม่เคยสนุกเหมือนเดิมอีกเลย

ผมคุ้นเคยกับนักเรียนหลายคนก็จริง

แต่ก็ไม่ได้เหมือนกับที่น้อยจะเล่นกับผม

อะไรหลายๆอย่างมันไม่เหมือนเดิมจริงๆ

********************

หลังจากนั้นเป็นต้นมา น้อยกลายเป็นคนเก็บความลับของเพื่อนๆ

ใครมีเรื่องอะไรก็จะเล่าให้น้อยฟัง

แน่นอน ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น

ผมมีความลับยิ่งใหญ่ที่สุดที่ใครก็รู้ไม่ได้

แต่ผมเลือกที่จะบอกน้อย

ผมอ้อนวอนลึกๆในใจ

ว่าถ้าเป็นไปได้

ผมอยากให้น้อยเป็นคนทำให้ความลับนี้รั่วไหลเหลือเกิน

ผมไม่อยากให้ความลับนี้ หายไปพร้อมกับคนที่เก็บซ่อนมันอยู่

แสดงความเห็น

กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก เพื่อแสดงความคิดเห็น.

##